คันจิ  ที่มาและความหมาย 漢字の源  โดย ดร.วิสูตร วิเศษจินดา

หนังสือ คันจิที่มาและความหมายทั้ง 4 ภาค หาซื้อได้ที่  ศูนย์หนังสือ จุฬา( สาขา สยามสแควร์ เท่านั้น  โทร. 218-9885 ) หรือ ซื้อโดยตรง จากผู้แต่ง  ติดต่อ โทร  085-489-9793

  • วัตถุประสงค์หลักของเว็บไซท์ นี้ก็ เพื่อ ช่วยเหลือนักเรียนไทย ที่กำลังศึกษาภาษาญี่ปุ่น ให้เอาชนะอุปสรรคสำคัญในการเรียนภาษาญี่ปุ่น อุปสรรคที่ว่านั้นก็ คือ ตัวอักษร "คันจิ"   
  • เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้าต้องการเก่งภาษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะการอ่าน เขียน  ต้องรู้มีความรู้ตัวคันจิ เป็นอย่างดี ปัญหาก็คือ มีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ใช้เวลาหลาย ๆปี ก็ยังจดจำคันจิ ได้ไม่ถึง สองร้อยตัว จากคันจิที่ต้องรู้ 1,945 ตัว บางคนถึงกับท้อแท้ สิ้นหวัง ยอมแพ้ไปเลยก็มี
  • สำหรับคนไทยแล้ว การจดจำตัวอักษร ในภาษาอื่นเช่น ภาษาอังกฤษ 26 ตัว กลายเป็นของเด็กเล่น เมื่อเปรียบเทียบกับ การต้องจดจำ คันจิ เกือบสองพันตัว  แต่ควรรู้ไว้ว่า ไม่มีปาฎิหารย์ใดๆ ในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ท่านต้อง ใช้ความอดทน ฝีกฝน ไม่ย่อท้อ เท่านั้น เพราะอักษรคันจิ นั้น แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังยอมรับว่ายาก
  • จริง ๆแล้ว ปัญหาดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจาก ความสลับซับซ้อนของระบบการเขียนตัวคันจิ ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเกิดจาก วิธีการเรียนที่ไม่ถูกต้อง คือโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเรียน คันจิ หลับหูหลับตา ท่องจำอย่างเดียว ลองคิดดูว่า ตัวคันจิตัวหนึ่ง อาจมีสิบ ยี่สิบกว่าขีด อาศัยการท่องจำอย่างเดียว โดยไม่รู้ที่มา ไม่รู้รากศัพท์ ย่อมก่อความเบื่อหน่าย ท้อแท้ และล้มเหลวในที่สุด
  • การเรียนตัวคันจิ ในช่วงเริ่มแรก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ทำความเข้าใจเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของระบบการเขียน ระบบนี้เสียก่อน นั่นก็คือ ระบบนี้เกิดจากการวาดภาพของคนโบราณ เรียกว่า อักษรภาพ  ซึ่งเป็นระบบการเขียนที่ต้องอาศัย รูปร่างของตัวหนังสือ มาแสดงความหมาย นี่คือการชี้แจงให้ผู้เรียน มองเห็นภาพรวมก่อน จะได้จับจุดและเดินถูกทาง หลังจากนั้น ควรค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นจากตัวหนังสือเดี่ยว หรือส่วนประกอบที่ใช้บ่อย เพราะว่าส่วนใหญ่สามารถหาอักษรภาพโบราณมาอธิบายได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน เกิดความรู้สึกสนใจและสนุก จีงเรียนรู้และท่องจำตัวหนังสือได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตัวคันจิที่ดูสลับซับซ้อนก็จะไม่น่าปวดหัว หรือน่าสพรึงกลัวสำหรับผู้เรียนอีกต่อไป
  • การเรียนรู้บนพื้นฐานแห่งความเข้าใจนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ ตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีความสุขในการเรียนรู้ด้วย ที่สำคัญ ตัวหนังสือเดี่ยวกับส่วนประกอบที่ใช้บ่อยมีจำนวนค่อนข้างจำกัด มีอยู่ไม่มากนัก แต่ถูกนำไปใช้ในตัวหนังสือผสมอย่างกว้างขวาง จึงเป็นพื้นฐานและด่านแรกในการเรียนตัวคันจิ
  • เว็บไซท์ "คันจิ ความหมายและที่มา" ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เกิดจากแนวความคิดดังกล่าว มีผู้เรียนจำนวนมากเคยใช้ได้ผลมาแล้วเป็นอย่างดี และดูเหมือนเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธี ที่สามารถช่วยให้ เรียนรู้ระบบการเขียนของอักษรคันจิ ได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เว็บไซท์นี้ ได้รวบรวม รากศัพท์ของอักษรคันจิ (หรือ ที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "บุชุ") จำนวน 218 ตัว รวมกับ อักษรคันจิ พร้อมกับที่มาและความหมาย จำนวน 1,945 ตัว โดยแสดงในรูปแบบตาราง ซึ่งเป็นรูปแบบที่คิดค้นขึ้นมา เพื่อช่วยให้เรื่อง ยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องง่าย จึงเหมาะกับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น ทุกระดับ โดยมีข้อแนะนำในการเรียนดังนี้
  • สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น ท่านไม่ต้องอ่านเว็บไซท์นี้รวดเดียวจบ ขอแนะนำให้ใช้ เว็บไซท์นี้ คู่กันไปกับตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ท่านใช้อยู่ หลังจากที่ท่านได้เรียนตัวอักษรใหม่แล้ว ให้หาตัวอักษรดังกล่าว หรือส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง ในเว็บไซท์นี้ จะได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และยังช่วยขยายผลได้อีกด้วย ทำอย่างนี้สักระยะหนึ่ง ท่านก็จะเริ่มคุ้นเคย กับตัวอักษรคันจิตามวิธีธรรมชาติ
  • สำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นดีพอสมควร สามารถอ่านเว็บไซท์นี้รวดเดียวจบได้ เชื่อว่าจะช่วยให้ท่านเข้าใจตัวอักษรคันจิดีขึ้น ในอีกระดับหนึ่ง จนกลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่รู้จริง สำหรับระบบการเขียนของอักษรคันจิ
  • สำหรับครูบาอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น เมื่ออ่านเว็บไซท์นี้ จบแล้ว ท่านสามารถเข้าใจตัวอักษรคันจิอย่างเป็นระบบ เสร็จแล้วนำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ ในงานสอนภาษาญี่ปุ่นของท่าน รับรองว่า จะได้เห็นผลที่ต่างกัน ราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับวิธีให้นักเรียนท่องจำเส้นขีดของตัวอักษร อย่างเดียว ท่านจะได้ไม่ต้องกินยาแก้ปวดหัวเนื่องจากลูกศิษย์มีอาการเบื่อ อักษรคันจิถึงขั้นรุนแรง ขอเรียนว่า การบอกอักษรภาพให้นักเรียนรับรู้นั้น เป็นยาวิเศษขนานแท้ สำหรับนักเรียน ที่เพิ่งเริ่มเรียน ภาษาญี่ปุ่นเลยที่เดียว
  • สิ่งที่เว็บไซท์นี้ช่วยได้ คือลดความยากในการเรียนอักษรคันจิ ลงมา ก็คือ การทะลายกำแพงของความ ไม่คุ้นเคย  เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มคุ้นเคย จำได้ว่า อักษรนั้นๆ มีที่มาอย่างไร เราก็จะรู้สึก ว่าง่ายขึ้นในการจดจำ และเมื่อเราจดจำได้ตัวหนึ่งแล้ว ก็จะสามารถสร้าง ความเชื่อมโยง ไปยังอักษรตัวอื่นๆ ที่ตามมา วิธีนี้ก็จะช่วยให้การเรียนภาษาญี่ปุ่นสนุกยิ่งขึ้น
  • ขออวยพรให้ทุกท่าน จงมีความสุขในการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่น และขอให้บรรลุผลดั่งที่ตั้งใจไว้
  • คุณประโยชน์ หรือความดีของเว็บไซท์ นี้ถ้าพอมีอยู่บ้าง ขออุทิศ ให้ครูสอนภาษาญี่ปุ่น ของข้าพเจ้าทุก ๆ ท่าน  ณ ศูนย์การเรียนนานาชาติ มหาวิทยาลัย เคโอ วิทยาเขต มิตะ International Center Keio University ,Mita campus Tokyo , Japan 国際センター、慶応義塾大学、三田、東京。และท่านอาจารย์ ที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาเอก ณ ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย เคโอ วิทยาเขต มิตะ Economic Observatory Center, Keio University, Mita campus, Tokyo, Japan, 産業研究所、慶応義塾大学、三田、東京。

 

 

 

ประวัติอักษรคันจิ

 

คำว่า "คันจิ" แปลว่า "อักษรของชาวฮั่น (ซึ่งก็คือชาวจีนนั่นเอง)" เป็นตัวอักษรที่ญี่ปุ่นยืมมาจากจีน (ยืมแล้วไม่คืน คือยืมตลอกกาล)  ที่ว่ายืมนั้น เป็นการยืมมาทั้ง 1 รูปแบบตัวอักษร,  2 ความหมาย และ  3 เสียงอ่าน

    มีหลักฐานว่าชาวจีนประดิษฐ์อักษรคันจิขึ้นครั้งแรกในบริเวณ อารยะธรรมลุ่มน้ำหวงโหว หรือลำน้ำเหลือง (Yellow river) ประมาณ 2,000 ปีก่อน คริสตกาล หรือ กว่า 4,000 ปีมาแล้ว ในยุคนี้มีการพบอักษรคันจิ กว่า 3,000 ตัว แกะสลักบนกระดองเต่า หรือกระดูกสัตว์ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทำนายทายทักโชคชะตา

    ในระยะแรกของการประดิษฐ์อักษร มักเป็นรูปแบบ ที่ใช้เป็นรูปภาพ ,เครื่องหมาย อย่างง่ายๆ เรียกว่า Simple Pictographs 象形文字 (โชเคโมจิ)  ต่อมาก็ได้เพิ่มความซับซ้อน และมีลักษณะที่เป็นนามธรรม มากขึ้นเป็นลำดับ

    จากอักษรรูปภาพอย่างง่าย มีการพัฒนานำเอกอักษรภาพอย่างง่าย หลายตัวมาประกอบกันขึ้นเป็นอักษรใหม่ เรียกว่า อักษรสัญญลักษณ์ (Symbolic Character 指示文字 ชิจิโมจิ) หรือ อักษรแสดงความหมาย (Ideographs 会意文字 ไคอิโมจิ

    อักษรคันจิได้ถูกนำมาใช้ใน ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ประมาณ คริสตศตวรรษที่ 3 หรือประมาณ สมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน นั่นเป็นเหตุให้อักษรคันจิมีความหมายว่า "อักษรของชาวฮั่น" (ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว อักษรคันจิถูกประดิษฐ์ขึ้นก่อนยุคราชวงศ์ฮั่นก็ตาม) ในยุคนั้น ญี่ปุ่นยังไม่ปรากฎภาษาเขียน มีแต่เพียงภาษาพูดเท่านั้น การนำอักษรคันจิมาใช้จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาภาษาเขียนขึ้นได้ นอกจากนั้นยังทำให้ภาษาญี่ปุ่นมีความหลากหลายมากขึ้น เปรียบเทียบได้กับที่ ภาษาอังกฤษยืมภาษาลาตินมาใช้ หรือ ภาษาไทย ยืมภาษาสันกฤตมาใช้นั่นเอง

 

จำนวนอักษรคันจิ

    เมื่อปี 1972 สมาคมมาตรฐานอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (Japan Industrial Standard) ได้ประมวลอักษรคันจิที่ควรรู้ไว้กว่า 6,000 ตัว ซึ่งถือเป็นความรู้ระดับสูง ส่วนคันจิที่ใช้ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆนั้น นับได้ประมาณ 3,000 ตัว

        ในปี 1982 กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น ได้ กำหนด ชุดของอักษรคันจิที่เรียกว่า อักษรคันจิที่ใช้ประจำ (Permanent Use Kanji 常用漢字 "โจโยคันจิ" ไว้มีจำนวน 1,954 ตัว  โดยแบ่งเป็น คันจิในระดับประถม 996 ตัว ตาม ความยากง่ายดังนี้ ประถม1=76 ตัว ประถม2=145 ตัวประถม 3=195 ตัว ประถม4=195 ตัว ประถม5=195 ตัว และ ประถม6=190  ตัว ส่วนที่เหลืออีก 949 ตัว เป็นระดับมัธยม

    เราจะพบ  "โจโยคันจิ" 1,954 ตัว นี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากเป็นอักษรคันจิที่ใช้บ่อย กล่าวกันว่า หากรู้จักมากถึง 1,000 ตัวแรก ก็จะครอบคลุมคันจิที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ได้ถึง 90% ทีเดียว

 

ประเภทของอักษรคันจิ

    เมื่อเริ่มแรกที่มีการผลิตพจนานุกรม ภาษาจีนขึ้นเมื่อ คริสตศตวรรษที่ 2 อักษรคันจิแบ่งออกได้เป็น 6 แบบ คือ

    1. อักษรรูปภาพ (Pictograph 象形文字 โชเคโมจิ) เป็นอักษรที่แสดง สถาพทางกายภาพของวัตถุอย่าง ง่ายๆ เช่น อักษร ต้นไม้

,แม่น้ำ 川 ,ภูเขา 山 , ปาก 口 

    2. อักษรแสดงสัญญลักษณ์ (Symbolic 指示文字 ชิจิโมจิ) เป็นอักษรที่ใช้แทนการบรรยาย สภาพสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างง่าย เช่น อักษร

ขี้น 上 , ลง 下 ,การหมุน

    3. อักษรความหมาย  (Ideographs 会意文字 ไคอิโมจิ เป็นอักษรที่ใช้ในการแทนความหมาย มักเกิดขึ้นจากการนำเอาอักษรภาพสองตัวขึ้นไปมาผสมกัน แล้วเกิดเป็นอักษรใหม่ เช่น

    ต้นไม้ 木+ต้นไม้                 =林 ป่าโปร่ง

    ดวงอาทิตย์+ ดวงจันทร์      = 明 สว่าง

    คน + ต้นไม้                     = 休 การพักผ่อน

    ภูเขา + ขึ้น +ลง             = ช่องเขา

    4.อักษรกึ่งพ้องเสียง-กึ่งความหมาย (Phonetic-Ideograph or Semasio-Phonetic 形声文字 เคเซโมจิ) เป็นอักษรที่ประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่สื่อความหมาย ส่วนหนึ่ง และ ส่วนที่แสดงเสียง อีกส่วนหนึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นอักษรใหม่  เป็นอักษรประเภทที่มีจำนวนมากที่สุด กว่า 85% ของอักษรคันจิ จัดเป็นอักษรประเภทนี้ ซึ่งยุ่งยาก น่าปวดหัวมากที่สุด 

   ตัวอย่างเช่น

·              อักษร การริน 注 (อ่านว่า "จู") เกิดจากการผสม ระหว่าง ส่วนที่สื่อความหมาย   น้ำหรือของเหลว 氵 กับ ส่วนที่พ้องเสียง 主 (อ่านว่า "จู" เหมือนกัน)

จะเห็นได้ว่า ส่วนแรกคือน้ำ ใช้สื่อความหมาย ของสิ่งที่เป็นของเหลว เพราะคำว่าริน เราใช้กับของเหลวเท่านั้น ส่วนที่สอง คือ "จู" เป็นส่วนที่ใช้แทนเสียง

 

·          อักษร ยุง (อ่านว่า "บุง") เกิดจากการผสมระหว่าง ส่วนที่สื่อความหมาย แมลง 虫 กับ ส่วนที่พ้องเสียง (อ่านว่า "บุง" เหมือนกัน)

จะเห็นได้ว่า ส่วนแรกคือแมลง ใช้สื่อความหมาย ของคำว่ายุง เพราะว่ายุงจัดเป็นแมลงประเภทหนึ่ง ส่วนที่สอง คือ "บุง" เป็นส่วนที่ใช้แทนเสียง

 5.อักษรที่ยืมความหมายมาใช้ (Characters of borrowed meaning and pronunciation 転注文字 เทนจูโมจิ เป็นอักษรที่ความหมาย หรือการออกเสียง ถูกยืมมาใช้  เช่น อักษร การถือครอง 占 ในความหมายเดิมหมายถึงการทำนายทายทัก

 6.อักษรยืมเสียง (Phonetically borrowed characters 仮借文字 คะชาคึโมจิ) เป็นอักษร ที่เสียงถูกยืมมาใช้เพื่อประกอบเป็นความหมายใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกับความหมายดั้งเดิมแต่อย่างใด เช่น อเมริกา 亜米利加 ( อะ เมะ ริ คะ A-me-ri-ka)

 

ปัญหาในการอ่านอักษรคันจิ

    ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า คำว่า "คันจิ" แปลว่า "อักษรของชาวฮั่น (ซึ่งก็คือชาวจีนนั่นเอง)" เป็นตัวอักษรที่ญี่ปุ่นยืมมาจากจีน  ที่ว่ายืมนั้น เป็นการยืมมาทั้ง 1 รูปแบบตัวอักษร,  2 ความหมาย และ  3 เสียงอ่าน

·          ในส่วนของ 1 และ 2 คือการยืม รูปแบบตัวอักษร และความหมาย มาใช้นั้น ยังคงเหมือนภาษาดังเดิม คือ ภาษาจีน ดังนั้น ถ้าเรานำตัวอักษรคันจิให้คนจีน หรือ คนไต้หวันดู เขาจะรู้ความหมายเข้าใจตรงกับ คนญี่ปุ่น ได้โดยไม่ยาก

·          ที่พิสดารน่าปวดหัวคือข้อที่  3  เสียงอ่าน... ส่วนของเสียงอ่านที่ญี่ปุ่นยืมมานั้น เป็นเสียงอ่านแบบ ภาษาจีนกลาง หรือก็คือ ภาษาแมนดาริน ซึ่งถ้ายืมมาใช้ตรงๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร..  แต่ที่ทำให้ปวดหัวมีอยู่สองถึงสามประเด็นคือ

o         ญี่ปุ่นออกเสียงภาษาจีนกลาง ที่ยืมมานั้น ตรงๆ ไม่ได้...จึงได้ทำการดัดแปลงเสียงอ่านภาษาจีนกลางนั้นให้เข้ากันได้กับลิ้นของตนเอง ในทางภาษาศาสตร์ เรียกเสียงอ่านแบบนี่ว่า "เสียงอ่านแบบจีน  (On-yomi 音読み)"  ซึ่งถ้าพูดอย่างเคร่งครัดก็ต้องเรียกว่า "เสียงอ่านแบบจีน-สำเนียงเป็นญี่ปุ่น" ซึ่งพจนานุกรมจะแสดงด้วยอักษรคาตาคานะ  อาจกล่าวได้ว่า อักษรคันจิทั้งหมดเข้ามาในญี่ปุ่นพร้อมกับเสียงอ่านตามภาษาจีนกลาง ที่ผิดเพื้ยนไปจาก เสียงอ่านเดิม เนื่องจากถูกปรับให้เข้ากับระบบเสียงภาษาญี่ปุ่น

o        อักษรคันจิหลาย ๆตัวมี   "เสียงอ่านแบบจีน  (On-yomi 音読み)" มากกว่า 1 เสียง คือเขียนเหมือนกันแต่อ่านได้ 2 หรือ 3 อย่าง ทั้งนี้เป็นเพราะเสียงอ่านแต่ละเสียง เข้ามาในญี่ปุ่นต่างยุคสมัย ต่างวิธีการ และมาจากต่างภูมิภาคของจีน นอกจากนี้ บางคำยังแตกความหมายออกไป ทำให้เกิดเสียงใหม่ด้วย

o        ญี่ปุ่นมีการออกเสียงดั้งเดิมของตนเองอยู่ก่อนแล้ว... ก่อนที่จะยืมเสียงอ่านของจีนมาดัดแปลงใช้ ซึ่งเสียงดั้งเดิมนั้นทิ้งไปก็ไม่ได้ เสียงใหม่ก็รับเข้ามา จึงเกิดมีความซับซ้อนขึ้นมา  เสียงอ่านแบบดั้งเดิมนั้นในทางภาษาศาสตร์ เรียกว่า "เสียงอ่านแบบญี่ปุ่น (Kun yomi 訓読み) ซึ่งพจนานุกรมจะแสดงด้วยอักษรฮิราคานะ

เคล็ดลับการอ่านอักษรคันจิ

    จาการสำรวจพบว่า ส่วนที่พ้องเสียงของ อักษรคันจิ ประเภท ที่ 4  คือ อักษรกึ่งพ้องเสียง-กึ่งความหมาย (Phonetic-Ideograph or Semasio-Phonetic 形声文字 เคเซโมจิ) นั้น แบ่งได้ 3 ประเภทคือ

 

    a) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกัน และมีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ เหมือนกัน เช่น

    時、持、寺 อ่านว่า "จิ" เหมือนกันหมด อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 58%

    b) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกัน  แต่มีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ คล้ายกัน เช่น

     อักษร 古 อ่านว่า "โคะ"  ส่วนอักษร 苦 อ่านว่า "คึ" อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 33

    c) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกับ จะมีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ ต่างกัน เช่น 

    อักษร 十 อ่านว่า "จู" แต่ อักษร 針 อ่านว่า "ชิน" อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 9

 

โครงสร้างของอักษรคันจิ

    ถึงแม้ว่าอักษรคันจิ จะมีบางประเภท ที่เข้าใจง่าย เช่น อักษรรูปภาพ หรือ อักษรสัญญลักษณ์ ดังได้กล่าวข้างต้น แต่อักษร เหล่านี้จัดเป็นพวกชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง หนึ่งร้อยตัว ดังนั้น ถ้ามีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น มาบอกท่านว่า อักษรคันจินั้นง่ายมาก ๆ ก็ขอให้รู้ไว้ว่า จริงเป็นบางส่วนเท่านั้น

(อักษรที่ว่าง่ายนั้นจริงๆแล้ว  คืออักษร คันจิ ประถมหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เพียง 76 ตัวเท่านั้น)

    อักษรคันจิที่เหลือ กว่า 95%  จะประกอบด้วยสองส่วนขึ้นไป หนึ่งในสองส่วนนี้ มีส่วนที่เป็นองค์ประกอบหลัก หรือ รากของคันจิ เรียกว่า "บุชุ ー部首 bushu"

    "บุชุ" หมายถึงส่วนของคันจิ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความหมายคร่าว ๆของอักษรนั้น ๆ  ซึ่งอาจปรากฎอยู่ ข้างซ้าย ข้างขวา  บนหรือ ล่าง ของตัวอักษรก็ได้ทั้งสิ้น อักษรคันจิบางตัว เป็น "ราก" หรือ "บุชุ" ด้วยตัวของมันเอง มีการแบ่งกลุ่ม "บุชุ" ของคันจิ มากว่า 3 ศตวรรษแล้ว

    การวางตำแหน่งของ "บุชุ" โดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 10 แบบ คือ

 

1.ทางซ้าย (เรียกว่า เฮน หรือ เบน)

    เช่น ตัว イ อยู่ทางซ้ายของ  伊、位、依 

2. ทางขวา (เรียกว่า ทสึคุริ หรือ ทซึคุริ)

    เช่น ตัว  リ อยู่ทางขวาของ 利、 莉、

3. ข้างบน (เรียกว่า คัมมุริ)

     เช่น  ตัว  宀 อยู่บน 家、寡、字

4. ข้างใต้ (เรียกว่า อาชิ หรือ ชิตะ)

    เช่น ตัว 貝 อยู่ใต้ 買、貿、資

5. แขวนอยู่ทางซ้าย (เรียกว่า ทาเระ หรือ ดาเระ)

     เช่นตัว 广   แขวนอยู่ทางซ้ายของ 店、庄、床

6.ครอบคว่ำ (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

    เช่น ตัว 冂 ครอบอยู่บนตัว 円、同、

7.สอดอยู่ทางซ้าย (เรียกว่า เงียว)

    เช่น ตัว 之 สอดอยู่ทางซ้ายของ 進、遠、

8.ครอบทางซ้าย (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

    เช่นตัว  匚 ครอบทางซ้ายของ 区、医

9.ประกบสองข้าง (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

     เช่นตัว 行 ประกบสองข้าง ของ 術、衛

10.ล้อมรอบ (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

    เช่นตัว 口 ล้อมรอบ 回、因

 

ความหมายของ "บุชุ" 218 ประเภท

 

    ดังได้กล่าวแล้วว่า องค์ประกอบที่สำคัญของอักษรคันจิ หรือ รากของคันจิ คือ "บุชุ"  ซึ่งแบ่งออกได้ เป็น 218 ประเภท แต่ละประเภท เรียงลำดับตาม จำนวนเส้นที่ประกอบเป็น "บุชุ" มีตั้งแต่  1 ขีด ไปจนถึง 14 ขีด  ดังนั้น การที่เรารู้ความหมายของ "บุชุ" ก็จะทำให้เรา เรียนรู้ และ จดจำ ความหมาย ของ อักษรคันจิ ได้ง่ายขึ้น เนื่องจาก "บุชุ" หมายถึงส่วนของคันจิ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความหมายคร่าว ๆของอักษรนั้น ๆ  ดังนั้นการที่เรารู้ความหมายของ "บุชุ" ก็เท่ากับว่า เรารู้ความหมายของ อักษรคันจินั้น ๆ ได้โดยคร่าว ๆแล้ว

วิธีอ่านตาราง "บุชุ" ในที่นี้ ตางรางแต่ละช่อง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.อักษรสีฟ้าคือ ตัว "บุชุ" ถัดไปเป็น 2.คำอ่านภาษาญี่ปุ่นแสดงด้วยอักษรฮิราคานะ และท้ายสุดคือ  3.ความหมาย แปลเป็นภาษาไทย

 

 

1 ขีด

 

 

 

 

てんจุด

いちหนึ่ง

l たてぼうขีดตั้งตรง

おつตะขอ

 

ขีด

 

 

 

 

สอง

なべぶたฝาปิด

ひとคน

にんべんคน

ひとあしเด็ก

いるเข้า

はちแปด

どうかまえครอบ

わかんむりหมวก

にすいน้ำแข็ง

つくえเก้าอี้

うけばこกล่อง

かたなมีด

りっとうมีด

ちからกำลัง

つつみがまえกระเป๋า

はこがまえ   กล่อง

かくしがまえ    ซ่อน

じゅう            สิบ    

うらないทำนาย     

わりふแผนก

かんだれโรงงาน

             รวบ

また        มือขวา

 

3 ขีด

 

 

 

 

くち          ปาก

くにがまえเวียนล้อม

つちへん          ดิน

さむらい         นักรบ

ふゆがしら ขาไขว้

ゆうべค่ำ

だいใหญ่    

おんなผู้หญิง

こへんเด็ก

うかんむりหลังคา

すんนิ้ว

しょうเล็ก

おうใหญ่

しかばねซาก

てつรากหญ้า

やまภูเขา

かわแม่น้ำ

かわลำธาร

かくみへんงาน

おのれตนเอง

はばへんผ้า

かんโล่ห์

ようเล็ก

广まだれกว้าง

えんにょうไกล

こまぬきมือ

よくเสา

ゆみคันธนู

さんづくりประดับ

ぎょうにんべんคนคู่

しんにょうนั่งเรือ

++くさかんむりหญ้า

おおさとหมู่บ้าน

さんすいน้ำ

てへんมือ

りっしんべんห้วใจ

 

 

 

 

4 ขีด

 

 

 

 

こころหัวใจ

ほこหอก

とかんむりบานประตู

มือ

てへんมือ

しにょうตี

ほくづくりกระทำ

ぶんにょうหนังสือ

とますถังข้าว

おのづくりขวาน

かたへんจตุรัส

ひへんตะวัน

いわくกระทำ

つきへんพระจันทร์

きへんต้นไม้

かけるค้าง

とめへんหยุด

いちたへんเลว

るまたอาวุธ

ははのへんแม่

くらべるเปรียบเทียบ

ขน

うじตระกูล

きがまえอากาศ

みずน้ำ

ひへんไฟ

れっかไฟ

つめเล็บ

ちちพ่อ

かたแผ่น

うしวัว

うしへんวัว

いぬสุนัข

しめすแท่น

しますへんแท่น

おうจ้าว

つめกรงเล็บ

 

 

 

5 ขีด

 

 

 

 

げんด้าย

たまหยก

かわらกระเบื้อง

あまいหวาน

うまれるเกิด

もちいるใช้

ทุ่งนา

ひきขา

やまいだれป่วย

はつかしらสองขา

しろขาว

けがわหนัง

さらอ่าง

ดวงตา

ほこへんหอก

やへんลูกศร

いしへんหิน

しめすแท่น

のきへんธัญญาหาร

あなかんむりถ้ำ

たつยืน

あみめตาข่าย

むにょうเขี้ยว

ころもへんผ้า

うりแตง

ひきあしพับผ้า

 

 

 

 

6 ขีด

 

 

 

 

たけไผ่

こめข้าว

いとด้าย

ほときแจกัน

ひつじแกะ

はねปีก

おいかんむりชรา

してเครา

すきへんคันไถ

みみはんหู

ふでづくりพู่กัน

にくเนื้อ

みずからตัวเอง

いたるถึง

うすครก

したลิ้น

ふねเรือ

こんづくりเด็ก

いろสี

とらเสือ

むしแมลง

ぎょうがまえเดิน

ころもผ้า

ひつじแกะ

西にしตะวันตก

7 ขีด

 

 

 

 

みるดู

かくเขาสัตว์

ごんべんวจี

たにหุบเขา

まめถั่ว

ぶたสุกร

むじなへんสัตว์

かいเบี้ย

あかแดง

あしขา

ร่างกาย

くるまรถ

からいลำบาก

しんのたつวาระ

とりเหล้า

のごめสีสรร

さとへんระยะทางลี้

しnขุนนาง

まいあしขาเวที

むぎข้าวสาลี

はしるวิ่ง

 

 

 

 

8 ขีด

 

 

 

 

かねへんทอง

ながいยาวนาน

もんがまえประตู

れいづくりจับกุม

ふるとりนกเขา

あめฝน

あおเขียว

あらずไม่ใช่

せいบริสุทธิ์

 

9 ขีด

 

 

 

 

めんหน้า

かわへんหนังสัตว์

おとเสียง

おおがいหน้าหนังสือ

かぜลม

とぶบิน

しょくกิน

くびคอ

かおりหอม

そむくหนังฟอก

10 ขีด

 

 

 

 

うまม้า

ほねกระดูก

たかいสูง

かみがしらขนยาว

おにผี

りゅうมังกร

 

 

 

 

11 ขีด

 

 

 

 

うおへんปลา

とりนก

鹿しかกวาง

あさปอ

เหลือง

くろดำ

 

 

 

 

12 ขีด

 

 

 

 

歯はฟัน

 

 

 

 

13 ขีด

 

 

 

 

つづみกลอง

 

 

 

 

14 ขีด

 

 

 

 

はなจมูก

 

 

 

 

 

ความหมายขององค์ประกอบคันจิอื่น ๆ ที่ควรรู้

    นอกเหนือจาก "บุชุ" แล้วอักษรคันจิ ยังมีองค์ประกอบ อื่น ที่เราจะพบซ้ำๆ แต่องค์ประกอบเหล่านี้ ไม่ได้จัดเข้าเป็น ประเภท "บุชุ" จึง ไม่มีชื่อเรียก และ ไม่มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นทางการ  แต่ก็มีความหมาย และ มีนัย ควรค่าแก่การจดจำ

    องค์ประกอบอื่น ไม่ใช่ "บุชุ" นี้ บางครั้ง อาจมีหน้าตา วิธีการเขียนเหมือน "บุชุ" ทุกประการ แต่ในกรณีนั้น ๆ มีความหมายต่างกัน และในกรณีนั้น ๆ

ไม่จัดเป็นรากของคันจิที่ใช้แสดงความหมาย จึงไม่เรียกว่า เป็น "บุชุ"

 

ลักษณะการผสมผสานของอักษรคันจิ

    ถ้าเราแบ่งสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นสองประเภท คือ 1. รูปธรรม หมายถึงสิ่งที่จับต้องได้ เห็นได้ด้วยตาเปล่า คือวัตถุต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ภูเขา อีกประเภทหนึ่ง คือ 2.นามธรรม หมายถึง สิ่งที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คือ ความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ เป็นต้น แล้ว เราจะพบว่า อักษรคันจิ มีวิธีผสมผสาน ของ ตัว "บุชุ"  และส่วนอื่นๆ แบ่งเป็น   5 ประเภท คือ

1.         รูปธรรม + รูปธรรม     = รูปธรรม  เช่น คน +ภูเขา 山                   = ผู้วิเศษ หรือ เซียน

2.         รูปธรรม + รูปธรรม     = นามธรรม เช่น คน +ต้นไม้木                   = การพักผ่อน

3.        นามธรรม + รูปธรรม     = นามธรรม เช่น กำลัง + ปาก 口                 = บวก หรือ เพิ่ม

4.        รูปธรรม + นามธรรม     = รูปธรรม เช่น พระอาทิตย์ +การเกิด 生    = ดวงดาว

5.         นามธรรม + นามธรรม  = นามธรรม  เช่น งาน 工+กำลัง 力             = ผลงาน

Note: นามธรรม นามธรรม แล้วกลายเป็น รูปธรรม ยังไม่พบว่ามี

 

เคล็ดลับการจดจำอักษรคันจิ

1.     ต้องจำความหมายของ "บุชุ" ให้ได้เสียก่อนความหมายของ "บุชุ" 218 ประเภท

2.  ต้องรู้ว่า คันจิตัวนั้น ประกอบด้วย อะไรบ้างมีที่มาอย่างไร

3.  ต้องจำให้ได้ว่า เมื่อประกอบกันแล้ว หมายความว่าอะไร

ความหมายและที่มาของ "คันจิ 1,945 อักษร

ในที่นี้ให้คำอธิบายถึง ที่มาของตัวคันจิ โดยประกอบด้วย 1.ตัวคันจิ  2.ภาพที่มา 3. คำอ่าน 4.องค์ประกอบ 5.ความหมาย  6.ตัวช่วยจำ  โดยไล่ไปตามลำดับ จาก คันจิ ประถม หนึ่งถึง มัธยม จากง่ายไปหายาก วิธีใช้ให้คลิ๊กไป ที่คันจิ แต่ละระดับ แนะนำให้เริ่มที่ คันจิประถมหนึ่ง สอง สาม ไปตามลำดับ จนถึง มัธยม อย่าข้ามขั้นตอน ที่สำคัญ ควรจำ "บุชุ" และองค์ประกอบอื่นๆ ให้ได้ก่อน จะทำให้การเรียนง่ายขึ้น

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

47

48

49

50

51

52

53

54

55

56

57

58

59

60

61

62

63

64

65

66

67

68

69

70

71

72

73

74

75

76

77

78

79

80

81

82

83

84

85

86

87

88

89

90

91

92

93

94

95

96

97

98

99

100

101

102

103

104

105

106

107

108

109

110

111

112

113

114

115

116

117

118

119

120

121

122

123

124

125

126

127

128

129

130

131

132

133

134

135

136

137

138

139

140

141

142

143

144

145

146

147

148

149

150

151

152

153

154

155

156

157

158

159

160

161

162

163

164

165

166

西

167

168

169

170

171

172

173

174

175

176

177

178

179

180

181

182

183

184

185

186

187

188

189

190

191

192

193

194

195

196

197

198

199

200

201

202

203

204

205

206

207

208

209

210

211

212

213

214

215

216

217

218

219

220

221

222

223

224

225

226

227

228

229

230

231

232

233

234

235

236

237

238

239

240

241

242

243

244

245

246

247

248

249

250

251

252

253

254

255

256

257

258

259

260

261

262

263

264

265

266

267

268

269

270

271

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าวดี หนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย ภาค 1/4 ออกวางจำหน่ายแล้ว

คลิ๊ก   ← เพื่อดูหน้าปกหน้าหนังสือ ภาค 1/4

คลิ๊ก   ← เพื่อดูหน้าปกหลังหนังสือ ภาค 1/4

คลิ๊ก   ← เพื่อดูตัวอย่างข้างในหนังสือ ภาค ¼

ภาค  ¼  เริ่มจำหน่าย 1 กรกฎาคม 2554 หาซื้อได้ที่  ศูนย์หนังสือ จุฬา( สาขา สยามสแควร์ เท่านั้น  โทร. 218-9885 ) หรือ ซื้อโดยตรง จากผู้แต่ง  ติดต่อ โทร  085-489-9793 ราคา เล่มละ  395 บาท  จัดพิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา Green read อย่างดี

เนื้อหาในเล่ม ครอบคลุม คันจิ ที่มาและความหมาย ระดับ ประถม 1 2 3 และ 4 บางส่วน รวม  500 อักษร

ข่าวดี! หนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย ภาค 2/4  ออกวางจำหน่ายแล้ว

คลิ๊ก   ← เพื่อดูหน้าปกหน้าและปกหลังหนังสือ ภาค 2/4

คลิ๊ก   ← เพื่อดูตัวอย่างข้างในหนังสือ ภาค 2/4

ภาค 2/4 เริ่มจำหน่าย 1 กันยายน 2554 หาซื้อได้ที่    ศูนย์หนังสือ จุฬา( สาขา สยามสแควร์ เท่านั้น  โทร. 218-9885 ) หรือ ซื้อโดยตรง จากผู้แต่ง  ติดต่อ โทร  085-489-9793ราคา เล่มละ  399 บาท  จัดพิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา Green read อย่างดี    

เนื้อหาในเล่ม ครอบคลุม คันจิ ที่มาและความหมาย ระดับ ประถม 4 บางส่วน  5  และ 6รวม  506  อักษร

ข่าวดี หนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย ภาค 3/4 ออกวางจำหน่ายแล้ว

คลิ๊ก   ← เพื่อดูหน้าปกหน้าหนังสือ ภาค 3/4

คลิ๊ก   ← เพื่อดูหน้าปกหลังหนังสือ ภาค 3/4

คลิ๊ก   ← เพื่อดูตัวอย่างข้างในหนังสือ ภาค ¾

ภาค 3/4 เริ่มจำหน่าย 1 พฤศจิกายน  2554 ซื้อได้ที่  ศูนย์หนังสือ จุฬา( สาขา สยามสแควร์ เท่านั้น  โทร. 218-9885 ) หรือ ซื้อโดยตรง จากผู้แต่ง  ติดต่อ โทร  085-489-9793ราคา เล่มละ  399 บาท  จัดพิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา Green read อย่างดี    

เนื้อหาในเล่ม ครอบคลุม คันจิ ที่มาและความหมาย ระดับ มัธยม บางส่วน รวม 500  อักษร

ข่าวดี! หนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย ภาค 4/4  ต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์แล้ว

คลิ๊ก   ← เพื่อดูหน้าปกหน้าหนังสือ ภาค 4/4

คลิ๊ก   ← เพื่อดูหน้าปกหลังหนังสือ ภาค 4/4

คลิ๊ก   ← เพื่อดูตัวอย่างข้างในหนังสือ ภาค /4

ภาค 4/4 เริ่มจำหน่าย 31 มกราคม  2555 ซื้อได้ที่  ศูนย์หนังสือ จุฬา( สาขา สยามสแควร์ เท่านั้น  โทร. 218-9885 ) หรือ ซื้อโดยตรง จากผู้แต่ง  ติดต่อ โทร  085-489-9793ราคา เล่มละ  399 บาท  จัดพิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา Green read อย่างดี    

เนื้อหาในเล่ม ครอบคลุม คันจิ ที่มาและความหมาย ระดับ มัธยม (ส่วนที่เหลือทั้งหมด ) รวม  439  อักษร

ความในใจจากเว็บมาสเตอร์

   ขณะนี้หนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย ก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้ง 4 ภาค ครบ 1945 อักษร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554  อย่างไรก็ตามเว็บมาสเตอร์มีความมุ่งมั่น ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะปรับปรุงแก้ไข ข้อผิดพลาดในการพิมพ์หนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย นี้ให้สมบูรณ์ อีกทั้งได้รับคำแนะนำจากผุ้อ่านหลายท่าน จึงได้จัดทำ List แก้ไขคำผิด เผยแพร่ในเว็บไซท์นี้ ทุกท่านสามารถ download ได้

คลิ๊ก   ← เพื่อ Download list แก้ไขคำผิด ในหนังสือ ภาค 1/4

คลิ๊ก   ← เพื่อ Download list แก้ไขคำผิด ในหนังสือ ภาค 2/4

อนึ่ง ..เนื่องจากจำนวนอักษรมีมากมาย ถึง 1945 อักษร ทำให้สืบค้นได้ยาก เพื่ออำนวยความสะดวก จึงได้จัดทำ ดัชนีสืบค้นหมายเลขกำกับอักษรไว้ให้ ทุกท่าน สามารถ download ได้ฟรี

คลิ๊ก   ← เพื่อ Download ดัชนีสืบค้นหมายเลขกำกับอักษร ในหนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย ทั้ง 4 เล่ม

หมายเหตุ  : ดัชนี สืบค้นหมายเลขกำกับอักษรคันจิ นี้ เป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการค้นหาหมายเลขกำกับอักษรเท่านั้น สำหรับการค้นหา ที่มาและความหมายของอักษรนั้นท่านต้องใช้ดัชนีนี้ คู่กับ หนังสือ คันจิ ที่มาและความหมายทั้งสี่เล่มเสมอ วิธีใช้งานคือ หลังจากที่ ดาว์นโหลด ไฟล์ดัชนีได้แล้ว ให้ท่านดำเนินการต่อไปนี้

·        เปิดไฟล์ด้วยโปรแกรม Adobe Acrobat8 Professional

·        เลือกเมนู Edit , Find

·       พิมพ์อักษรคันจิที่ต้องการทราบหมายเลข ลงในช่องสี่เหลี่ยม

·       โปรแกรม Acorbat จะทำการโชว์อักษรที่ท่านค้นหา พร้อมหมายเลขกำกับ

·       ให้ท่านนำหมายเลขกำกับอักษรไปค้นหา ที่มาและความหมายของอักษรนั้นจากหนังสือ คันจิ ที่มาและความหมาย ทั้ง 4 เล่ม อีกครั้งหนึ่ง

·        ถ้าไม่ปรากฏอักษร หรือ หมายเลขใดๆ แสดงว่า อักษรนั้นไม่รวมอยู่ใน โจโยคันจิ 1945 อักษร

สัญญาว่าเราจะเป็นกำลังใจให้กันและกันในการศึกษาภาษาญี่ปุ่นตลอดไป

 (ข่าวดีสำหรับผู้สนใจใฝ่ธรรมะทุกท่าน เว็บใหม่เผยแพร่ หนังสือเรื่อง "พุทธธรรม"  ซึ่งประพันธ์โดย พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตโต (สมณศักดิ์ในขณะนั้น)  ปัจจุบันคือ พระพรหมณ์คุณาภรณ์ เจ้าอาวาส วัดญาณเวศกวัน ต. บางระทึก อ. สามพราน จ.นครปฐม ได้ที่นี่  www.buddha-dharm.com คลิ๊กได้เลยจ้า จัดทำเว็บโดย  เว็บมาสเตอร์ www.kanjithai.com)

 

 

ข้อแนะนำในการใช้งาน

    1.ต้องใช้ High Speed Internet เท่านั้นจึงจะ อ่านได้อย่างรวดเร็ว สำหรับ Internet ธรรมดาไม่แนะนำให้ใช้ เพราะจะช้ามาก

    2.อักษรคันจิ แต่ละตัว จะมีคำบรรยาย ประกอบด้วย ตัวคันจิ, ภาพที่มา ,วิธีอ่านแบบองโยมิ คึงโยมิ, ตัวประกอบ ความหมาย, ตัวช่วยจำคันจินั้น ๆ

    3.ที่มาของตัวคันจิ จะยึดหลักคำอธิบายที่มา แบบญี่ปุ่น เป็นหลัก ถ้าจำเป็นจะใช้วิธีอธิบายแบบจีน หรือ อื่นๆ ประกอบ

    4.การจัดทำ Website นี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็น วิทยาทาน โดยไม่แสวงหาผลกำไร ใดๆ ทั้งสิ้น จึงใคร่ขออนุญาต

    จากเจ้าของลิขสิทธ์ ภาพ และ เอกสาร อ้างอิงต่างๆ  ที่ปรากฎอยู่ด้านล่างมา ณ ที่นี้ ขัดข้องประการใดโปรดติดต่อ kanjithai@yahoo.com

    5. อักษรคันจิ ที่จัดทำ คือ joyo kanji 「常用漢字」 ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 1945 ตัวอักษร

   

เอกสารอ้างอิง

1.トアネット・漢字1945、小学館 株式会社 2-3-1 一ツ橋・千代田区・東京都101-8001・http://www.doranet.ne.jp

2.小学館・例解学習漢字辞典・第四版 ISBN4-09-501754-6 C6581 P1500E

3.KODANSHA'S COMPACT KANJI GUIDE ฉบับภาษาไทย , พจนานุกรมศัพท์คันจิ สำหรับ นักศึกษาและ ทุกสาขาอาชีพ, บริษัท คิโนะคูนิยะ บุ๊คสโตร์ (ประเทศไทย) จำกัด

4. A Guide to Remembering Japanese Characters, Kenneth G. Henshall, Charles E. Tuttle Company, Rutland, Vermont & Tokyo ,Japan

 

Copyright © 2004  . All rights reserved.

เริ่มพัฒนาครั้งแรก January 2004

ปรับปรุงครั้งล่าสุด: .

ยังมีต่อ.......โปรดติดตาม มีปัญหา ในการใช้งาน ติดต่อได้ ที่ wisootwiseschinda@yahoo.com Tel. 085-489-9793

 เกี่ยวกับผู้แต่ง

test stat

www.Stats.in.th